สกู๊ปข่าวพิเศษ เดินหน้าระยะที่ 2 “กำจัดพยาธิใบไม้ตับ-ลดมะเร็งท่อน้ำดี” ตัดวงจรโรคจากต้นทาง สู่เป้าหมายสุขภาพที่ยั่งยืน ปี 2575

สกู๊ปข่าวพิเศษ
เดินหน้าระยะที่ 2 “กำจัดพยาธิใบไม้ตับ-ลดมะเร็งท่อน้ำดี” ตัดวงจรโรคจากต้นทาง สู่เป้าหมายสุขภาพที่ยั่งยืน ปี 2575
กรุงเทพมหานคร — ปัญหา “พยาธิใบไม้ตับ” และ “มะเร็งท่อน้ำดี” ยังคงเป็นหนึ่งในโจทย์สำคัญด้านสาธารณสุขของประเทศไทย โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีความเสี่ยงจากพฤติกรรมการบริโภคปลาน้ำจืดเกล็ดขาวดิบหรือปรุงไม่สุก และปัจจัยด้านสุขาภิบาลและสิ่งแวดล้อม
ล่าสุด ประเทศไทยเดินหน้าสู่การยกระดับแผนปฏิบัติการระยะที่ 2 โดย สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ร่วมกับ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดประชุมระดมความคิดเห็นจากผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้เชี่ยวชาญ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2569 ณ โรงแรมรามาการ์เด้นส์ เพื่อพิจารณาและปรับปรุง ร่างกรอบแผนปฏิบัติการและแผนปฏิบัติการย่อยด้านการกำจัดพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดี ระยะที่ 2 (พ.ศ. 2569–2575) ก่อนนำความคิดเห็นไปประกอบการปรับปรุงแผนและขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติในพื้นที่
การเดินหน้าครั้งนี้มีความสำคัญ เพราะเป็นการขยับจากการรับมือปัญหาเฉพาะหน้า ไปสู่การจัดการ “ต้นเหตุของโรค” อย่างเป็นระบบ โดยเน้นการป้องกันการติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่สามารถป้องกันและควบคุมได้ และเชื่อมโยงไปถึงการลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งท่อน้ำดีในระยะยาว
จาก “ปลายเหตุ” สู่ “ต้นน้ำ” หัวใจสำคัญของแผนระยะที่ 2
นพ.สุเทพ เพชรมาก เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ระบุว่า การแก้ไขปัญหามะเร็งท่อน้ำดีจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการป้องกันตั้งแต่ต้นทาง โดยเฉพาะการจัดการปัญหาการติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับ รวมถึงระบบสุขาภิบาลและการจัดการสิ่งปฏิกูลอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อช่วยตัดวงจรการแพร่เชื้อจากแหล่งน้ำสู่คน
ขณะเดียวกัน ยังต้องพัฒนาระบบฐานข้อมูลและการเฝ้าระวังทางระบาดวิทยาให้มีประสิทธิภาพ เพราะการลงทุนด้านการป้องกันตั้งแต่ต้นทางไม่เพียงช่วยลดความสูญเสียด้านสุขภาพของประชาชน แต่ยังมีส่วนช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและความแออัดของระบบบริการสุขภาพในระยะยาว
แนวคิดดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนมุมมองจากการมุ่งรักษาผู้ป่วยเมื่อเกิดโรคแล้ว ไปสู่การ “ตัดวงจรโรคก่อนเกิด” โดยต้องอาศัยความร่วมมือจากทั้งหน่วยงานส่วนกลาง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคประชาชน
One Health เชื่อม “คน-สัตว์-อาหาร-สิ่งแวดล้อม” เป็นระบบเดียวกัน
หัวใจสำคัญอีกประการของแผนระยะที่ 2 คือการนำแนวคิด One Health หรือสุขภาพหนึ่งเดียว มาเป็นกรอบในการทำงาน โดยมองว่าปัญหาพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดีไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยระบบบริการทางการแพทย์เพียงอย่างเดียว
แต่ต้องเชื่อมโยงทั้ง สุขภาพคน สุขภาพสัตว์ ความปลอดภัยของอาหาร และสิ่งแวดล้อม เข้าด้วยกัน พร้อมปรับมาตรการให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงและบริบทของแต่ละพื้นที่
ดังนั้น การควบคุมโรคจึงครอบคลุมตั้งแต่การเฝ้าระวังและป้องกันการติดเชื้อ การสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค ไปจนถึงการจัดการสิ่งปฏิกูลและสุขาภิบาลสิ่งแวดล้อม เพื่อไม่ให้ไข่พยาธิกลับเข้าสู่ระบบนิเวศและแหล่งน้ำ
ด้าน นพ.ปณิธี ธัมมวิจยะ รักษาการผู้ทรงคุณวุฒิ กรมควบคุมโรค ระบุว่า เวทีระดมความคิดเห็นครั้งนี้มีความสำคัญต่อการกลั่นกรองรายละเอียดของแผนและสร้างความเข้าใจร่วมกันระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ ขณะที่ นพ.คำนวณ อึ้งชูศักดิ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านระบาดวิทยา ได้เน้นถึงความสำคัญของการกำหนดเป้าหมายที่ท้าทาย ตลอดจนการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่และการพัฒนาศักยภาพบุคลากรเพื่อสนับสนุนการดำเนินงาน
6 ยุทธศาสตร์ ขับเคลื่อนแผนระยะ 2 สู่การปฏิบัติ
ร่างแผนปฏิบัติการด้านการกำจัดพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดี ระยะที่ 2 (พ.ศ. 2569–2575) กำหนดประเด็นพัฒนาสำคัญไว้ 6 ด้าน ได้แก่
1. ธรรมาภิบาล นโยบาย และการบูรณาการข้ามภาคส่วน
สร้างกลไกการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานและภาคส่วนต่าง ๆ พร้อมระบบติดตามและประเมินผลที่ชัดเจน
2. การเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมการติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับ
มุ่งลดการติดเชื้อในประชาชน โดยใช้ข้อมูลสถานการณ์และระดับความเสี่ยงของแต่ละพื้นที่เป็นฐานในการกำหนดมาตรการ
3. การคัดกรอง วินิจฉัย ส่งต่อ และรักษามะเร็งท่อน้ำดีแบบครบวงจร
ยกระดับระบบบริการสุขภาพ ตั้งแต่การค้นหากลุ่มเสี่ยง การคัดกรอง การวินิจฉัย การส่งต่อ จนถึงการรักษา
4. การจัดการสิ่งปฏิกูลและสุขาภิบาลสิ่งแวดล้อม
ลดการปนเปื้อนของไข่พยาธิลงสู่แหล่งน้ำ และตัดวงจรการแพร่กระจายของพยาธิในสิ่งแวดล้อม
5. ความปลอดภัยด้านอาหารและความรอบรู้ด้านสุขภาพ
สร้างความเข้าใจและปรับเปลี่ยนพฤติกรรม โดยเฉพาะการหลีกเลี่ยงการบริโภคปลาน้ำจืดเกล็ดขาวดิบหรือปรุงไม่สุก ซึ่งเป็นพฤติกรรมเสี่ยงต่อการติดเชื้อ
6. การวิจัย นวัตกรรม และการจัดการความรู้
พัฒนาองค์ความรู้และนวัตกรรม รวมถึงระบบข้อมูล One Health Data Center เพื่อใช้ติดตามสถานการณ์ วิเคราะห์ความเสี่ยง และสนับสนุนการกำหนดมาตรการได้อย่างตรงจุด
ตั้งเป้าปี 2575 พยาธิใบไม้ตับต่ำกว่าร้อยละ 2 เสียชีวิตมะเร็งท่อน้ำดีต่ำกว่า 4 ต่อแสนประชากร
ความสำเร็จของแผนไม่ได้วัดเพียงจำนวนโครงการหรือกิจกรรมที่ดำเนินการ แต่กำหนดตัวชี้วัดด้านสุขภาพที่เป็นรูปธรรม โดยภายในปี 2575 ตั้งเป้า
- ลดความชุกของพยาธิใบไม้ตับในพื้นที่เสี่ยงจากการตรวจอุจจาระ ให้ต่ำกว่าร้อยละ 2
- ลดอัตราการเสียชีวิตจากมะเร็งท่อน้ำดี ให้ต่ำกว่า 4 ต่อประชากรแสนคน
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าการขับเคลื่อนแผนระยะที่ 2 ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการรักษาผู้ป่วย แต่ต้องการสร้างระบบป้องกันและควบคุมโรคที่สามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ระดับนโยบายจนถึงระดับครัวเรือนและชุมชน
โจทย์ใหญ่ไม่ใช่แค่ระบบสาธารณสุข แต่คือ “พฤติกรรมและสิ่งแวดล้อม”
บทเรียนจากการแก้ปัญหาพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดีชี้ให้เห็นว่า โรงพยาบาล แพทย์ และการรักษาเพียงอย่างเดียวไม่สามารถตัดวงจรปัญหาได้ทั้งหมด การลดจำนวนผู้ติดเชื้อจำเป็นต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของประชาชนควบคู่กับการจัดการปัจจัยแวดล้อม
โดยเฉพาะการสร้างความเข้าใจเรื่องอันตรายจากการบริโภคปลาน้ำจืดเกล็ดขาวดิบหรือปรุงไม่สุก รวมถึงการจัดการสิ่งปฏิกูลและสุขาภิบาลในพื้นที่เสี่ยงอย่างต่อเนื่อง
นี่จึงเป็นเหตุผลที่แผนระยะที่ 2 ให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกันระหว่าง ภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาควิชาการ ภาคประชาชน และภาคีเครือข่าย เพื่อให้การป้องกันโรคไม่หยุดอยู่เพียงในโรงพยาบาล แต่ลงไปถึงระดับพื้นที่และชุมชนอย่างแท้จริง
จากแผนบนกระดาษ สู่การตัดวงจรโรคในพื้นที่จริง
การประชุมเมื่อวันที่ 10 กันยายน 2569 จึงไม่ใช่เพียงการจัดทำหรือปรับปรุงเอกสารเชิงนโยบาย แต่เป็นอีกก้าวสำคัญของการออกแบบระบบสุขภาพที่ต้องการเชื่อมโยงทุกภาคส่วนเข้าด้วยกัน
เป้าหมายปลายทางของแผนระยะที่ 2 คือการทำให้ประเทศไทยมีระบบที่สามารถ ป้องกัน เฝ้าระวัง ควบคุม คัดกรอง รักษา และจัดการปัจจัยเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม ได้อย่างเป็นระบบ พร้อมใช้ข้อมูลและองค์ความรู้สนับสนุนการตัดสินใจ
ท้ายที่สุดแล้ว การลดพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดีจะสำเร็จได้ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่ต้องเป็นภารกิจร่วมของทุกภาคส่วน ตั้งแต่การกำหนดนโยบาย การทำงานของท้องถิ่น ระบบบริการสุขภาพ ไปจนถึงการตัดสินใจของประชาชนในแต่ละมื้ออาหาร
เพราะการกำจัดโรคอย่างยั่งยืน อาจไม่ได้เริ่มต้นที่ห้องผ่าตัด แต่อาจเริ่มต้นจาก “ต้นน้ำ” ของระบบสุขภาพ — แหล่งน้ำ สิ่งแวดล้อม อาหาร และพฤติกรรมของคนในชุมชน
