ชงยกระดับปราบ ‘บุหรี่ไฟฟ้า’
เสนอรัฐประกาศให้เป็น วาระแห่งชาติ’
สช.-ภาคี จัดเวทีถอดบทเรียน 2 ปี หลังพัฒนานโยบายสาธารณะ “การปกป้องเด็กและเยาวชนจากบุหรี่ไฟฟ้า” จนเกิดเป็นมติสมัชชาสุขภาพ เฉพาะประเด็น ที่ประชุมร่วมกันชำแหละช่องว่างการแก้ไขปัญหาพร้อมเสนอแนะทางออก พร้อมชงรัฐบาลยกระดับความเข้มข้นปราบปราม ประกาศให้บุหรี่ไฟฟ้าเป็น วาระแห่งชาติ
เมื่อวันที่ 13 มี.ค. 2569 สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ร่วมกับหน่วยงานภาคีเครือข่ายจัดเวทีขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ: การถอดบทเรียนและกำหนดทิศทางอนาคตประเด็น การปกป้องเด็กและเยาวชนจากบุหรี่ไฟฟ้า เพื่อประเมินผลลัพธ์การแก้ปัญหาบุหรี่ไฟฟ้าในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา พร้อมทั้งสังเคราะห์เป็นข้อเสนอแนะ เพื่อเสนอต่อ คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (คสช.) หลังจากคณะกรรมการฯ ชุดปัจจุบันเพิ่งหมดวาระลงไป
ที่ประชุมได้ถอดบทเรียนการดำเนินงานตลอด 2 ปีที่ผ่านมา ของการมีมติสมัชชาสุขภาพเฉพาะประเด็น “การปกป้องเด็กและเยาวชนจากบุหรี่ไฟฟ้า” ที่หน่วยงานองค์กรภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน ร่วมกว่า 264 หน่วยงาน ได้ให้ฉันทมติรับรอง เมื่อวันที่ 13 พ.ค. 2567 โดยหนึ่งในความก้าวหน้าสำคัญคือการที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 20 พ.ค. 2568 มีมติเห็นชอบ 5 มาตรการป้องกันและควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าในประเทศไทย ตามข้อมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ตามที่คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (คสช.) เสนอประกอบด้วย 1. พัฒนาองค์ความรู้ 2. สร้างการรับรู้ภยันตราย 3. เฝ้าระวังและบังคับใช้กฎหมาย 4. พัฒนาศักยภาพเครือข่าย 5. ยืนยันนโยบายห้ามนำเข้าและจำหน่าย สอดคล้องกับข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี จนนำไปสู่การดำเนินงานและปราบปรามอย่างจริงจัง
ศ. พญ.สุวรรณา เรืองกาญจนเศรษฐ์ รองผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) และอดีตประธานคณะกรรมการพัฒนานโยบายสาธารณะประเด็นการควบคุมบุหรี่ไฟฟ้า เปิดเผยว่า ทุกฝ่ายต้องร่วมกันทำให้นโยบายสามารถป้องกันเด็กและเยาวชนจากบุหรี่ไฟฟ้าต่อไปได้จริง จำเป็นอย่างยิ่งที่รัฐบาลใหม่ต้องคงกฎหมายห้ามนำเข้าและห้ามจำหน่ายอย่างต่อเนื่อง และขอเสนอให้ประกาศให้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นวาระแห่งชาติ เพื่อยกระดับความเข้มข้นของการปราบปรามและเฝ้าระวัง เพราะการดำเนินงานที่ผ่านมาสะท้อนแล้วว่า หากรัฐบาลมีการเอาจริงเอาจัง เราสามารถลดการแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้า เพื่อป้องกันเด็กและเยาวชนให้ปลอดภัยได้ เห็นได้จากการดำเนินการอย่างจริงจังในระยะเวลาเพียง 1 เดือน (เดือนมี.ค. 2568) ได้ผลลัพธ์เท่ากับที่ปราบปรามตลอดทั้ง 1 ปี
สำหรับเวทีการถอดบทเรียนครั้งนี้ มีตัวแทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมและระดมความเห็นเป็นจำนวนมาก ครอบคลุมภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคประชาสังคม รวมไปถึงท้องถิ่น เช่น กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงพาณิชย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค กรมศุลกากร กองงานคณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ กรมควบคุมโรค กรมสอบสวนคดีพิเศษ กรมประชาสัมพันธ์ กรมกิจการเด็กและเยาวชน กรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา สมาคมองค์การบริหารส่วนจังหวัด สมาคมองค์การบริหารส่วนตำบล สถาบันยุวทัศน์ สภาเด็กและเยาวชน ไปรษณีย์ไทย คณะกรรมการเขตสุขภาพเพื่อประชาชน (กขป.) เป็นต้น
ทั้งนี้ ภายในเวทีได้สะท้อนปัญหาที่ยังเป็นช่องว่างที่ต้องได้รับการแก้ไข อาทิ การที่หน่วยงานรัฐยังมีทิศทางไม่ตรงกันในแง่ของการป้องกันการแทรกแซงจากอุตสาหกรรมยาสูบ, การขาดกฎหมายเป็นการเฉพาะ ทำให้การจัดการกับบุหรี่ไฟฟ้าถูกดำเนินการโดยกฎหมาย ที่มีการกำกับหลายหน่วยงาน เป็นปัญหาในเชิงของนิยาม การตีความ ผู้มีอำนาจ หรือการสั่งการต่างๆ รูปแบบการค้าขายที่เปลี่ยนไปจากหน้าร้านไปเป็นช่องทางออนไลน์มากขึ้น ผู้ค้าอาศัยเทคนิคขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์อื่นๆ ที่หน่วยงานรัฐติดต่อประสานงานได้ยาก การสร้างความตระหนักรู้ในระดับโรงเรียน ที่บางแห่งครูเองยังขาดความรู้ ความเข้าใจและความตระหนักถึงปัญหา หรือผู้ปกครองเองก็ไม่เท่าทันกับสถานการณ์ เป็นต้น
ในส่วนของความเห็นและข้อเสนอซึ่งที่ประชุมได้มีการร่วมกันสะท้อนออกมา เช่น การให้สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เป็นผู้กำหนดไกด์ไลน์ (Guideline) หรือมาตรฐานกลางเพื่อป้องกันการแทรกแซงทางนโยบายจากกลุ่มอุตสาหกรรมยาสูบ ตามอนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมยาสูบขององค์การอนามัยโลก (FCTC) เพื่อให้หน่วยงานรัฐอื่นๆ นำไปดำเนินการและปรับใช้ให้เข้ากับบริบทของหน่วยงาน เสนอให้ผู้ว่าราชการจังหวัด ประกาศบุหรี่ไฟฟ้าให้เป็นวาระจังหวัด เพื่อให้เกิดการทำงานทั้งองคาพยพ ในระดับจังหวัดตามมา ใช้นโยบายเป็นตัวขับเคลื่อน โดยมีคณะทำงานบูรณาการที่สามารถเชื่อมโยงกฎหมายและการปฏิบัติของหน่วยงานต่างๆ เข้าด้วยกัน ในระหว่างที่ยังไม่มีกฎหมายเฉพาะเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้า เป็นต้น
นอกจากนี้ ยังมีในแง่ของการบำบัดรักษาผู้เสพติดบุหรี่ ที่พบว่ามีอัตราเข้ารับการรักษาที่ต่ำมากเพียง 10% เท่านั้น ทั้งนี้ ยังขาดแรงจูงใจในการดำเนินงานเลิกบุหรี่ เนื่องจากในปัจจุบันแม้ยาเลิกบุหรี่ หรือไซทิซิน จะอยู่ในชุดสิทธิประโยชน์ แต่ไม่ได้ครอบคลุมไปถึงค่าแล็บ ค่าแพทย์ ฯลฯ ที่โรงพยาบาลต้องจัดการเอง ซึ่งขณะนี้กำลังมีทีมวิจัยที่อยู่ระหว่างดำเนินการศึกษาถึงประสิทธิภาพการเข้าถึงบริการเลิกบุหรี่ เพื่อที่จะเสนอให้สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) พัฒนาเป็นชุดสิทธิประโยชน์ โดยการวินิจฉัยเลิกบุหรี่จะให้ครอบคลุมไปถึงค่ายา ค่าแล็บ ค่าแพทย์ พฤติกรรมบำบัด ฯลฯ เพื่อให้เกิดแรงจูงใจเพิ่มขึ้น
รศ. ดร.พญ.เริงฤดี ปธานวนิช ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า จากผลสำรวจสถานการณ์การสูบบุหรี่ไฟฟ้าของคนไทย พ.ศ. 2567-2568 ผ่านการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกายครั้งที่ 7 ในกลุ่มตัวอย่างจำนวนกว่า 2.5 หมื่นคน พบว่าในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ประชาชนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป มีการสูบบุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นมากกว่า 1.7 ล้านคน นับจากผลสำรวจครั้งก่อนเมื่อปี 2562-2563 ซึ่งบุหรี่ไฟฟ้าทำให้เกิดนักสูบหน้าใหม่เพิ่มขึ้นมาก โดยเฉพาะกลุ่มเด็กและวัยรุ่น
รศ. ดร.พญ.เริงฤดี กล่าวว่า กว่า 1 ใน 3 ของคนสูบบุหรี่ไฟฟ้าในปัจจุบัน พบว่าเพิ่งเริ่มสูบครั้งแรกในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ขณะเดียวกันก็ยังเป็นกลุ่มที่ไม่เคยสูบบุหรี่ธรรมดามาก่อน ดังนั้นบุหรี่ไฟฟ้าจึงไม่ใช่กลยุทธ์ที่ช่วยลดอันตรายของการสูบบุหรี่ และไม่ช่วยลดการสูบบุหรี่ธรรมดาให้น้อยลงได้อย่างที่ถูกกล่าวอ้าง จึงไม่มีเหตุผลใดๆ ที่เราต้องให้การยอมรับหรือทำให้ถูกกฎหมาย เพราะหากดูบทเรียนจากมาตรการในหลายประเทศเอง ก็พบเช่นเดียวกันว่าประเทศที่แบนบุหรี่ไฟฟ้า มีอัตราการสูบในเยาวชนต่ำกว่าประเทศที่บุหรี่ไฟฟ้าถูกกฎหมาย
ด้าน ดร.นาตยา พรหมทอง ผู้อำนวยการสำนักนโยบายสาธารณะภาคกลาง สช. กล่าวว่า สำหรับข้อเสนอต่างๆ หลากหลายแง่มุมจากเวทีในครั้งนี้ ทาง สช. จะรวบรวมเป็นประเด็นความเห็นเสนอต่อ คสช. เพื่อกำหนดจังหวะก้าวในการทำงานร่วมกับภาคส่วนต่างๆ รวมไปถึงการดำเนินงานผ่านกลไก กขป. ทั้ง 13 เขต เพื่อให้เกิดการประสานความร่วมมือแก้ไขปัญหาบุหรี่ไฟฟ้าในระดับพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศต่อไป
////////////////////





แสดงความคิดเห็น เกี่ยวกับ " ชงยกระดับปราบ ‘บุหรี่ไฟฟ้า’ เสนอรัฐประกาศให้เป็น วาระแห่งชาติ’ "