วิกฤตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เพชรบูรณ์: เกษตรกรบุกร้อง กมธ.เกษตรฯ แฉส่วนต่างราคาพุ่ง-จี้รัฐเบรกนำเข้า GMO ช่วงเก็บเกี่ยว

วิกฤตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เพชรบูรณ์: เกษตรกรบุกร้อง กมธ.เกษตรฯ แฉส่วนต่างราคาพุ่ง-จี้รัฐเบรกนำเข้า GMO ช่วงเก็บเกี่ยว
เพชรบูรณ์ – เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 25 สิงหาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เกิดวิกฤตราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำในพื้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์ โดยนายธีรวัฒน์ รังสิกรรพุม ตัวแทนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ จ.เพชรบูรณ์ พร้อมคณะ และนายเทพ เพียมะลัง ประธานสภาเกษตรกรจังหวัดเพชรบูรณ์ ได้เข้ายื่นหนังสือร้องเรียนต่อนายนพพล เหลืองทองนารา ประธานคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย น.ส.พิมพ์พร พรพฤฒิพันธุ์ รองประธานคณะกรรมาธิการฯ และ ส.ส.เพชรบูรณ์
การยื่นหนังสือดังกล่าวเกิดขึ้นในโอกาสที่คณะกรรมาธิการฯ เดินทางมาร่วมงานสัมมนา “แนวทางการลดต้นทุนการผลิต และการใช้ปุ๋ยอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อการเกษตรอย่างยั่งยืน” ณ หอวัฒนธรรมนครบาลเพชรบูรณ์
เปิดตัวเลขส่วนต่างราคา “หน้าไร่ vs ปลายทาง” ตอกย้ำภาระเกษตรกร
วิกฤตการณ์ครั้งนี้สะท้อนโครงสร้างราคาที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้ผลิตต้นน้ำ โดยตัวแทนเกษตรกรได้กางตัวเลขต้นทุนและราคาจำหน่ายในท้องตลาดเพื่อชี้ให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำอย่างชัดเจน ดังนี้
– ต้นทุนการผลิตปี 2569: เฉลี่ยอยู่ที่ 1,050 บาทต่อไร่ หรือคิดเป็น 6.76 บาทต่อกิโลกรัม (ที่ระดับความชื้น 30%)
– ราคาขายจริงหน้าไร่: เกษตรกรขายได้เพียง 6.60 บาทต่อกิโลกรัม เท่ากับว่าเกษตรกรต้องแบกรับภาวะ “ขาดทุนตั้งแต่ยังไม่รวมค่าแรง”
– โครงสร้างราคาปลายทาง: ราคาขายปลายทางพุ่งสูงถึง 9.80 บาทต่อกิโลกรัม แต่เมื่อหักค่าขนส่งไปยังโรงงานอาหารสัตว์ (กรณีส่งเข้า จ.ลพบุรี) ราคาขายนอกเขตปริมณฑลลดลงเหลือ 9.30 บาทต่อกิโลกรัม
ช่องว่างของราคาส่วนต่างระหว่าง 6.60 บาท (หน้าไร่) กับ 9.80 บาท (ปลายทาง) สะท้อนถึงปัญหากลไกตลาดและค่าบริหารจัดการในระบบพ่อค้าคนกลางที่ดึงส่วนแบ่งผลประโยชน์ไปจากมือเกษตรกร
3 ข้อเรียกร้องหลัก ชี้ช่องทางแก้ปัญหาถึงกระทรวงพาณิชย์
กลุ่มเกษตรกรเพชรบูรณ์ได้ยื่นข้อเรียกร้องรูปธรรม 3 ประการ เพื่อให้รัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์เร่งเข้ามากระทุ้งกลไกตลาด:
– ตรึงราคาประกันภัย/แทรกแซงราคา: ขอให้รัฐบาลประกันราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ความชื้น 30% ไว้ที่ไม่ต่ำกว่า 7.50 บาทต่อกิโลกรัม เพื่อให้เกษตรกรมีส่วนต่างกำไรพอยังชีพได้
– ทบทวนและงดการนำเข้าข้าวโพด GMO ช่วงฤดูกาล: ขอให้ทบทวนนโยบายนำเข้าข้าวโพด GMO ตามกรอบ WTO และ AFTA โดยเฉพาะ การงดนำเข้าชั่วคราวระหว่างเดือนสิงหาคม–ธันวาคม ซึ่งเป็นช่วงที่ผลผลิตในประเทศออกสู่ตลาดมากที่สุด เพื่อป้องกันไม่ให้ซัพพลายต่างประเทศเข้ามาดัมพ์ราคาในไทย โดยยืนยันว่าผลผลิตในประเทศและนำเข้าตามกรอบ AFTA เดิมมีเพียงพอต่อความต้องการใช้ในอุตสาหกรรมแล้ว
– จัดระเบียบโรงงานอาหารสัตว์: ขอให้กระทรวงพาณิชย์กำชับโรงงานอาหารสัตว์เปิดรับซื้อตามปกติ ตั้งแต่เดือนสิงหาคมเป็นต้นไป โดย ห้ามปฏิเสธ ชะลอ หรือปิดการรับซื้อ เพื่อดัดหลังพฤติกรรมกดราคาจำหน่ายหน้าโรงงาน
ท่าที กมธ.เกษตรฯ และก้าวต่อไป
ด้านนายนพพล เหลืองทองนารา ประธานคณะกรรมาธิการฯ ได้รับมอบหนังสือพร้อมระบุว่า ปัญหาราคาพืชผลตกต่ำเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจฐานราก โดยรับปากจะเร่งนำข้อเรียกร้องทั้งหมดเข้าสู่กระบวนการของกรรมาธิการฯ และส่งต่อยังกระทรวงพาณิชย์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหามาตรการระยะสั้นในการพยุงราคา และมาตรการระยะยาวในการปรับโครงสร้างการนำเข้าพืชเกษตรต่างชาติอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป
