ข่าว
บทเรียน 136 ศพ “น้ำก้อ-น้ำชุน” 25 ปีแห่งความทรงจำ: สภากาแฟสื่อเพชรบูรณ์ ผ่าวิกฤตทลายหลูป “วัวหายล้อมคอก” ชี้ภัยพิบัติโลกเปลี่ยน ต้องล้มแผนเก่า-สร้างระบบเตือนภัยก่อนวิกฤตซ้ำ

บทเรียน 136 ศพ “น้ำก้อ-น้ำชุน” 25 ปีแห่งความทรงจำ: สภากาแฟสื่อเพชรบูรณ์ ผ่าวิกฤตทลายหลูป “วัวหายล้อมคอก” ชี้ภัยพิบัติโลกเปลี่ยน ต้องล้มแผนเก่า-สร้างระบบเตือนภัยก่อนวิกฤตซ้ำ
เพชรบูรณ์ — ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2544 เหตุการณ์โคลนทะลักและน้ำป่าไหลหลากที่ “น้ำก้อ-น้ำชุน” อ.หล่มสัก ได้กลืนกินชีวิตผู้คนไปถึง 136 ชีวิต บ้านเรือนพังทลายกว่า 250 หลังคาเรือน บาดแผลฉกรรจ์ครั้งนั้นกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของจังหวัดเพชรบูรณ์ในการต่อสู้กับอุทกภัยเรื่อยมาล่าสุด ในเวที “สภากาแฟสื่อเพชรบูรณ์” ครั้งที่ 5 ณ ลานวัดโพธิ์เย็น อ.เมืองเพชรบูรณ์ เครือข่ายสื่อมวลชน ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน พร้อมด้วย ร.ต.ต.สุขสัณห์ ภิชัย กรรมการสุขภาพแห่งชาติ (คสช.) ได้ร่วมกันถอดบทเรียนการจัดการน้ำตลอด 25 ปีที่ผ่านมา พร้อมเปิดมุมมองเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญ สะท้อนเตือนให้ทุกฝ่ายหยุดทำงานแบบ “ตั้งรับ” แล้วหันมาปฏิรูปโครงสร้างการเตือนภัย ก่อนที่โศกนาฏกรรมจะวนกลับมาซ้ำรอย
ถอดสูตร 3 คำ “ดัก-ชะลอ-แยก” บทเรียนสำเร็จในอดีต ที่อาจไม่เพียงพอสำหรับวันนี้
ดร.ดิเรก ถึงฝั่ง อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ ฉายภาพการปรับยุทธศาสตร์ครั้งใหญ่ในอดีตว่า เพชรบูรณ์เคยเปลี่ยนวิธีคิดจากการ “ตั้งรับในเมือง” มาเป็นการจัดการมวลน้ำตั้งแต่ต้นทาง ผ่านหลักการ “ดัก ชะลอ และแยกน้ำ”
-
ดัก: การสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดกลางและเล็กตามแนวร่องเขาตามแนวพระราชดำริรวม 9 แห่ง เพื่อตัดยอดมวลน้ำหลาก
-
ชะลอ & แยก: การเพิ่มประสิทธิภาพทางระบายน้ำขยายพื้นที่รับน้ำด้วย Box Culvert (ท่อเหลี่ยมคอนกรีตขนาดใหญ่) และการสร้างทางเบี่ยงน้ำ (By-pass) เพื่อไม่ให้มวลน้ำทะลักเข้าสู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจพร้อมกัน
ทว่า อดีตผู้ว่าฯ เพชรบูรณ์ ย้ำเตือนอย่างน่าสนใจว่า “ยุทธศาสตร์เดิมอาจเอาชนะสภาพอากาศยุคใหม่ไม่ได้อีกต่อไป” เมื่อเห็นปรากฏการณ์น้ำท่วมสุดขั้วที่เกิดขึ้นตั้งแต่อำเภอปัว จังหวัดน่าน ไปจนถึงวิกฤตอุทกภัยในประเทศเนปาล มันคือสัญญาณเตือนว่าภูมิอากาศโลกเปลี่ยนไปแล้ว เพชรบูรณ์จึงต้องล้มแผนเก่าเพื่อนำนวัตกรรมใหม่ๆ มาอัปเกรดระบบ โดยเฉพาะ “ระบบการแจ้งเตือนภัย” ที่ต้องรวดเร็ว แม่นยำ และเข้าถึงประชาชนทุกกลุ่มทันที

ผ่าโครงสร้าง “3 เสาหลัก” เคล็ดลับจัดการน้ำยั่งยืน
ด้าน นายสุชาติ เจริญศรี อดีตผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และอดีตรองอธิบดีกรมชลประทาน ตอกย้ำถึงแนวทางแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างว่า การจัดการน้ำจะแยกส่วนไม่ได้ แต่ต้องบูรณาการร่วมกันระหว่างเกษตรกรรม ชลประทาน และผังเมือง โดยชูแผนแม่บท “3 เสาหลัก” เป็นหัวใจสำคัญ:
-
ต้นเก็บ (ต้นน้ำ): อนุรักษ์และฟื้นฟูพื้นที่ป่าไม้ พร้อมสร้างอ่างเก็บน้ำบริเวณต้นน้ำเพื่อชะลอแรงปะทะ
-
กลางหน่วง (กลางน้ำ): พัฒนาแก้มลิงและแหล่งน้ำชะลอมวลน้ำ ซึ่งสามารถดึงน้ำมาใช้ประโยชน์ด้านการเกษตรในยามแล้งได้
-
ปลายระบาย (ปลายน้ำ): เคลียร์สิ่งกีดขวางทางน้ำ ปรับปรุงลำน้ำสาขา เพื่อผันมวลน้ำลงสู่แม่น้ำสายหลักให้เร็วที่สุด

เตือนสติรัฐ-ท้องถิ่น: เลิกประมาท อัปเดตข้อมูล และซ้อมจริงก่อนภัยมา
ผู้เชี่ยวชาญจากกรมชลประทานและผู้ร่วมเสวนาต่างลงความเห็นตรงกันว่า แม้ความร่วมมือระหว่างรัฐ ท้องถิ่น และชุมชนในช่วงที่ผ่านมาจะช่วยบรรเทาความรุนแรงของอุทกภัยได้หลายครั้ง แต่ “ความประมาทคือความเสี่ยงที่สุด”
ภัยธรรมชาติในปัจจุบันมีความผันผวนและทรงพลังมากกว่าในอดีต สิ่งที่จังหวัดเพชรบูรณ์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องรีบทำทันทีโดยไม่ต้องรอให้เกิดเหตุ คือ:
-
ทบทวนและปรับแผนเผชิญเหตุ: อัปเดตข้อมูลจุดเสี่ยงทางน้ำและทิศทางการไหลของน้ำให้เป็นปัจจุบัน
-
ฝึกซ้อมแผนซักซ้อมจริง: ไม่ใช่เพียงการซ้อมบนกระดาษ แต่ต้องซ้อมการอพยพและการช่วยเหลือในพื้นที่จริงร่วมกับชุมชน
-
เร่งสื่อสารเชิงรุก: ใช้เครือข่ายสื่อมวลชนทุกแขนงเป็นสะพานเชื่อมข้อมูล กระจายข่าวสารเตือนภัยให้ถึงมือชาวบ้านก่อนมวลน้ำจะมาถึง

การถอดบทเรียน 25 ปี “น้ำก้อ-น้ำชุน” ในครั้งนี้ จึงไม่ใช่แค่การย้อนรำลึกความหลัง แต่คือการส่งสัญญาณเตือนภัยครั้งสำคัญถึงผู้มีอำนาจและชาวเพชรบูรณ์ทุกคนว่า “อย่ารอให้เกิดความสูญเสีย แล้วค่อยมาหาทางแก้ไข” เพราะบทเรียนราคาแพงด้วย 136 ชีวิตในอดีต… ควรเกิดขึ้นเป็นครั้งสุดท้าย
คุณต้องการให้ปรับแต่งตรงไหนเพิ่มเติมหรือไม่ เช่น ปรับโทนให้เป็นทางการมากขึ้น ปรับความยาว หรือเน้นประเด็นของหน่วยงานใดเป็นพิเศษ สามารถบอกได้เลยนะครับ